จันทฤทธิ์ คู่แก้ว
หากเรื่องราวของทั้งหมด 8 คนที่ผ่านมา เป็นเรื่องราวที่ดูน่าสนใจแล้ว นี่คือเรื่องที่เป็นคำตอบได้อย่างดีสำหรับคำว่า “ไม่มีอะไรสายเกินไป หากเราลงมือทำ” เพราะเรื่องราวของจอมเสิร์ฟความหวังใหม่อย่าง จันทฤทธิ์ คู่แก้ว จะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับทุกคนได้เป็นอย่างดี

จันทฤทธิ์ คู่แก้ว ไม่ได้เริ่มต้นกับกีฬาตะกร้อเหมือนนักตะกร้อคนอื่นๆทั่วไป ที่ก้าวมาติดทีมชาติไทยในตอนนี้ เพราะในตอนนั้นเด็กหนุ่มจากจ.อุบลราชธานี เริ่มต้นกับการเล่นทุกชนิดกีฬา ทั้งฟุตบอล , วอลเลย์บอล , กรีฑา และ ตะกร้อ ในช่วงที่เรียนอยู่ รร.นาสมัยพิทยาคม ในจ.อุบลราชธานี

โดยกีฬาที่ จันทฤทธิ์ ทำได้ดีที่สุด คือ ทุ่มน้ำหนัก การันตีจากการเคยได้รางวัลระดับประเทศมาแล้วในวัยนั้น ซึ่งเจ้าตัวก็เอาดีในการทุ่มน้ำหนักมาโดยตลอด จนได้เข้าไปศึกษาต่อที่ สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตศรีสะเกษ และใช้เวลาสองปีเต็มกับการทุ่มลูกเหล็กมาโดยตลอด แต่จนแล้วจนรอดเจ้าตัวก็ต้องโบกมือลากีฬาชนิดนี้ เพราะอาการบาดเจ็บจากการทุ่มลูกเหล็ก ทำให้ไม่สามารถเล่นได้อีกต่อไป

เมื่อสิ้นสุดการเป็นนักกีฬาทุ่มน้ำหนัก เจ้าตัวในวัย 20 ปี ก็หันเหไปเอาดีเรื่องการเรียน เพื่อหวังต่อยอดในการมีงานทำเหมือนคนอื่นๆ แต่จุดเปลี่ยนในชีวิตก็มาเกิดขึ้นในเรียนวิชาตะกร้อ เจ้าตัวเล่าว่าด้วยความที่เล่นตะกร้อมาเรื่อยๆก็พอจะมีทักษะอยู่บ้าง และ ด้วยสรีระ ของการเป็นนักทุ่มน้ำหนัก ก็ทำให้เจ้าตัวค้นพบว่า สามารถเสิร์ฟลูกตะกร้อได้อย่างหนักหน่วง และทำให้อาจารย์ที่สอนในตอนนั้นเห็นแววจึงชักชวนให้มาเล่นตะกร้อ

จากจุดหักเหในครั้งนั้น ทำให้ จันทฤทธิ์ ได้หันมามุ่งมั่นเพื่อฝึกซ้อมตะกร้ออย่างจริงจัง จนมีโอกาสจะเข้ามาสู่เวทีตะกร้อระดับประเทศ ตลอดจนตะกร้อไทยแลนด์ลีกโดยเริ่มต้นกับ ศรีสะเกษ และไปสร้างชื่อกับ ราชบุรี ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเจ้าตัวยอบรับว่า “ความมุ่งมั่น” คือ กุญแจสำคัญที่ทำให้ตัวเองก้าวขึ้นไปอยู่ระดับแถวหน้าของประเทศ แม้จะเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่นๆ

ท้ายที่สุด ชื่อของ จันทฤทธิ์ คู่แก้ว ก็ได้เข้าไปเก็บตัวก่อนลุยศึกคิงส์คัพ ก่อนจะสร้าวความเซอร์ไพรส์ด้วยการเป็นติดทีมชาติไทยชุดสู้ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ที่ มาเลเซีย และลงสนามในนัดสำคัญปราบทีมแกร่งของเสือเหลือง ในการแข่งขันชิงเหรียญทองทีมชุดชาย และอนาคตที่สดใสก็ยังคงเจ้าตัวอยู่อีกยาวไกลหลังจากนี้ …