เส้นทางสู่ทีมชาติ : อัษดิน วงศ์โยธา

0
11082

” ตอนจบม.6 เราก็เคว้งมาก แม้ว่าตอนเรียนมัธยมจะกวาดแชมป์มาอย่างมากมาย แต่เมื่อเข้าสู่ทางที่ต้องเลือก เราเลือกที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัยและเลิกเล่นตะกร้อ … แต่เรียนไปไม่ถึงอาทิตย์ พี่เอก สหชาติ สาครเจริญ โทรมาชวนไปเล่นตะกร้อลีกกับนครปฐม ผมเก็บกระเป๋าเลย ไม่เรียนแล้ว ทิ้งทุกอย่างแล้วไปนครปฐมทันที “

เรื่องนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทีทำให้ชื่อของ อัษดิน วงศ์โยธา ไม่ได้เป็นเพียงอดีตนักตะกร้อระดับแถวหน้าในช่วงดาวรุ่ง แต่ในตอนนี้ เขาเป็นหนึ่งในขาประจำของทีมตะกร้อทีมชาติไทยที่เดินหน้ากวาดเหรียญทองมาได้เป็นกอบเป็นกำทุกครั้งที่ลงสนาม และเรื่องที่เกริ่นเอาไว้ในตอนเริ่มเป็นเพียงหนึ่งเรื่องราวของเส้นทางเดินของหนุ่มน้อยลูกน้ำโขง ที่มักจะถูกโชคชะตานำพาให้เขาเดินทางมาถึงวันนี้


  • รู้จักตะกร้อจากสนามคนงานก่อสร้าง

อัษดิน วงศ์โยธา หรือ ซีแมน บ้านเกิดอยู่ที่ จ.หนองคาย ก็เหมือนเด็กผู้ชายทั่วไปที่ชอบเตะฟุตบอลและวิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่โชคชะตาก็นำพาให้เขามารู้จักกับ “ตะกร้อ” และสนามชั่วคราวของคนงานก่อสร้าง คือ จุดเริ่มต้น

“ตอนเด็กๆอายุประมาณ 10 ขวบ ก็เตะบอลหรือเล่นกีฬาอื่นไปสนุกๆตามประสาเด็ก แต่มารู้จักตะกร้อครั้งแรก เกิดจากการที่ต้องรอแม่ที่ทำงานอยู่สำนักงานปฎิรูปที่ดินจ.หนองคาย ซึ่งตอนนั้น กำลังสร้างตึกอยู่ และคนงานแถวนั้นเค้าเลิกงาน ก็ผ่อนคลายด้วยการเตะตะกร้อกัน ด้วยความเป็นเด็ก พอเห็นเค้าเล่น ก็ลองไปเล่นด้วย แรกๆก็เล่นสนุกๆ แต่ไปๆมาๆก็รู้สึกชอบเพราะรู้สึกว่าสนุกดี”

อัษดิน เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่อาจจะไม่เหมือนนักตะกร้อคนอื่นๆกับกีฬาชนิดนี้

แต่หลังจากนั้น คุณพ่อธีรภพ วงศ์โยธา ที่เห็นแววของเจ้าตัวก็ไม่รอช้าสานต่อทันที ด้วยการพาไปฝึกปรือวิชากับ วีรัส ณ หนองคาย อดีตนักตะกร้อทีมชาติไทย ที่เป็นคนบ้านเดียวกัน

“พ่อไม่รอช้าเลย .. พาไปหา อ.วีรัส ณ หนองคาย เพื่อไปเรียนรู้การเล่นให้ถูกต้อง เราก็ยังไม่รู้หรอกว่าจะทำได้แค่ไหน ก็ไปซ้อมกับอ.วีรัส ทุกวัน ประมาณ 2 ปี จนฝีมือพัฒนาขึ้นและรู้แล้วว่าจะต้องเดินต่อในเส้นทางนี้”

อัษดินในช่วงวัยเด็กและคุณพ่อธีรภพ
  • จากลูกน้ำโขงสู่ลูกน้ำเค็ม

ทันทีที่จบป.6 อัษดิน ตัดสินใจเอาดีทางสายตะกร้อและมุ่งหน้าสู่โรงเรียนกีฬาเพื่อต่อยอดแบบเต็มรูปแบบ แต่ความผิดหวังก็เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นเขาถูกปฎิเสธจากโรงเรียนกีฬาจ.สุพรรณบุรี ต่อด้วยโรงเรียนกีฬาจ.ขอนแก่น

“ตอนนั้นจบป.6 ก็ไปคัดเข้าโรงเรียนกีฬาเลย เพราะอยากไปเล่นตะกร้อให้เต็มที่ โดยเริ่มจากไปคัดตัวที่โรงเรียนกีฬาจ.สุพรรณบุรี แต่ก็ไม่ติด เลยขยับมาที่โรงเรียนกีฬาจ.ขอนแก่น ซึ่งผลก็ออกมาเหมือนเดิม คือไม่ติด ตอนนั้นรู้สึกแย่แต่ก็ไม่ท้อ”

ในท้ายที่สุดโอกาสก็เดินมาหาอัษดินเอง เมื่อโรงเรียนกีฬาจ.ชลบุรี ที่ตอนนั้นยังไม่โด่งดังมากนักในการปั้นนักตะกร้อ ก็ได้ส่งจดหมายมาชวน อัษดิน ไปเป็นส่วนหนึ่งของทีม

“ตอนคัดไม่ติดสองที่ ก็เริ่มท้อๆแล้ว แต่ก็ยังคิดว่าจะไปคัดที่อื่นต่อ แต่โรงเรียนกีฬาชลบุรี ส่งจดหมายมาหาถึงบ้านเลย ในตอนนั้นก็เลยเลือกเลย หนองคายกับชลบุรี นี่อยู่ไกลกันมากๆเลย แต่เราตั้งใจแล้วก็ไปทันที”

อัษดิน ในวัยเด็ก

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ก่อนจะมาเป็นตัวชงระดับแนวหน้าของประเทศ อัษดิน เริ่มต้นกับกีฬาตะกร้อที่ตำแหน่งตัวฟาดมาก่อน แต่ด้วยแววในวัยเด็กในตำแหน่งนี้ที่ไม่ฉายแสงออกมาอย่างโดดเด่น ทำให้โค้ชตัดสินใจเปลี่ยนให้เจ้าตัวมาเป็นตัวชงแทน

“เล่นตัวฟาดมาตลอดตั้งแต่เด็ก แต่พอมาอยู่โรงเรียนกีฬาชลบุรี ทั้งอ.ชูศักดิ์ กับ อ.อำนวย โค้ชในตอนนั้นคงมองแล้วว่าถ้าเล่นตัวฟาดคงไม่รุ่ง เลยบอกให้เปลี่ยนมาเล่นตัวชงเพราะทักษะดี ตอนแรกๆก็ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่ แต่เล่นไปซักพักก็เริ่มปรับตัวได้ และก็เล่นตัวชงมาตลอด”

และจุดเปลี่ยนสุดท้ายในวัยมัธยมของ อัษดิน ก็เกิด เมื่อเจ้าตัวเรียนอยู่ชั้นม.5 เมื่อเป็นหนึ่งในนักตะกร้อโครงการช้างเผือก ของโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ที่ได้เริ่มสนับสนุนกีฬาชนิดนี้ โดยได้ดึงตัว อ.อำนวย จันทมนตรี ไปเป็นผู้ฝึกสอน และได้หนีบ อัษดิน และนักตะกร้อจากโรงเรียนฬาชลบุรีไปเป็นช้างเผือกเชือกแรก

“พอตอนม.5 โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา เริ่มทำตะกร้อ อ.อำนวยก็พาเราไปด้วย ทีนี่ไกลบ้านกว่าเดิมเลย จากชลบุรีไปอยู่ศรีราชา ต้องปรับตัวใหม่หมดเลย เพราะต้องไปเรียนโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียง แต่เราก็ได้ซ้อมตะกร้อเหมือนเดิม

ซึ่งตลอด2ปีที่เรียนที่นี่ ก็กวาดแชมป์ระดับประเทศในระดับเยาวชนมาเกือบหมด ทั้งกีฬาเยาวชนหรือชิงแชมป์ประเทศไทย รวมถึงนักเรียนไทยชุดแชมป์ที่เวียดนาม ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราได้สุกงอมที่นี่ทั้งเรื่องตะกร้อ แล้วก็วิชาความรู้ที่ได้”

-ติดตามเส้นทางสู่วงการตะกร้อของอัษดินที่เกือบจะไม่ได้เดินทางต่อที่หน้าถัดไป-